หลักการและเหตุผล สกว.

 

     ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา บทบาทของการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากนโยบายระดับประเทศในการให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัยและการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ความพยายามดังกล่าวส่งผลให้เกิดการพัฒนาระบบการวิจัยของประเทศไทยอย่างเป็นลำดับ ถึงแม้ระบบการวิจัยของไทยจะมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นและเกิดการผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพทางวิชาการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจำนวนผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่โดยรวมก็ยังถือว่าระบบการวิจัยของไทยอยู่ในระดับที่ไม่เข้มแข็งนัก เมื่อเทียบกับหลายประเทศในทวีปเอเชีย

     สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนางานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ซึ่งนับได้ว่าเป็นแหล่งสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยเชิงวิชาการ โดยจัดให้มีการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านนี้มาแล้ว 3 ครั้ง คือ ปี 2552 ปี 2554 และ ปี 2557 ซึ่งการประเมินทั้งสามครั้งเป็นการประเมินระดับสาขาวิชา โดยประเมินจากผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ สิทธิบัตร และการนำผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ ในวารสารวิชาการไปใช้ประโยชน์ ในระหว่างปี พ.ศ. 2550-2551 พ.ศ. 2552-2553 และ พ.ศ. 2554-2556 ตามลำดับ ซึ่งทำให้ สกว. และหน่วยงานที่เข้าร่วมได้ทราบถึงปริมาณและคุณภาพของผลงานวิจัยเชิงวิชาการระดับสาขาวิชาของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย และใช้เป็นแนวทางในการวางแผนสนับสนุนการวิจัย ของ สกว.

     สกว. มีความมุ่งมั่นที่จะร่วมพัฒนาการวิจัยของประเทศให้เข้มแข็งขึ้น จึงได้จัดทำโครงการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสาขาของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ครั้งที่ 4 ขึ้น เพื่อสำรวจและประเมินคุณภาพงานวิจัยเชิงวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ซึ่งข้อมูลที่ได้จะทำให้ทราบถึงระดับความเข้มแข็งและพัฒนาการของการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของสาขาวิชาต่างๆ ในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสนับสนุนการวิจัย ด้านนี้ของ สกว. ต่อไป

วัตถุประสงค์ สกว.

     1) เพื่อทราบถึงปริมาณและคุณภาพของผลงานวิจัยเชิงวิชาการระดับสาขาวิชาของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย
     2) เพื่อทราบถึงพัฒนาการของผลงานวิจัยเชิงวิชาการระดับสาขาวิชาของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย
     3) เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการวางแผนและจัดสรรทุนวิจัยของ สกว. ในอนาคต
     4) เพื่อให้หน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนางานวิจัยของตน

กลุ่มสาขาวิชาที่ประเมิน สกว.

     การประเมินครั้งนี้เป็นการประเมินระดับสาขาวิชา (Discipline) โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะเป็นผู้ระบุว่าต้องการรับการประเมินในสาขาวิชาใด ซึ่งกลุ่มสาขาวิชาและสาขาวิชาสำหรับการประเมินครั้งนี้ มีดังนี้

     1) กลุ่มสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์
     2) กลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยี
     3) กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
     4) กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการเกษตร และสัตวแพทยศาสตร์
     5) กลุ่มสาขาแพทยศาสตร์ และทันตแพทยศาสตร์
     6) กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ตัวชี้วัดที่ใช้ สกว.

     1) Equivalent Rating 5 Journal Publication / Faculty Member (30%)
     2) Life-time Citation / Faculty Member (35%)
     3) Life-time Citation / Life-time Journal Publication (35%)

     ตัวชี้วัดตัวที่ 1 แสดงถึง ความสามารถของอาจารย์ในการผลิตผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เทียบเท่ากับวารสารวิชาการระดับดีเยี่ยม (Rating 5) โดยวัดจำนวนบทความ (ที่ตีพิมพ์ในช่วงปี พ.ศ. 2557-2559) ต่ออาจารย์ 1 ท่าน โดยบทความแต่ละประเภทจะให้น้ำหนักต่างกัน ตั้งแต่น้ำหนัก 1.0 ลงมาถึง 0.125 (ดูข้อ 5) นอกจากนี้ บทความที่มีผู้เขียนหลายคนจะให้ปริมาณงานเฉลี่ยตามจำนวนผู้เขียนด้วย เช่น ถ้ามีผู้เขียน 2 คน จะได้สัดส่วนผลงานคนละ 0.5 และถ้ามีผู้เขียน 10 คน จะได้สัดส่วนผลงานคนละ 0.1 เป็นต้น
     วิธีคิดตัวชี้วัดนี้ ให้นำน้ำหนักของบทความแต่ละเรื่องคูณด้วยสัดส่วนผลงานของอาจารย์ นำค่าที่ได้ ของอาจารย์ทุกท่านในสาขาวิชามารวมกัน แล้วหารด้วยจำนวนอาจารย์ทั้งหมด

     ตัวชี้วัดตัวที่ 2แสดงถึง ความสามารถของอาจารย์ในการผลิตผลงานวิจัยที่ได้รับการอ้างอิง โดยวัดจากจำนวน Life-time Citation ต่ออาจารย์ 1 ท่าน
     วิธีคิดตัวชี้วัดนี้ ให้นำจำนวน Life-time Citation ของอาจารย์ทุกท่านในสาขาวิชามารวมกัน แล้วหารด้วยจำนวนอาจารย์ทั้งหมด

     ตัวชี้วัดตัวที่ 3 แสดงถึง คุณค่าของผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ที่มีคุณภาพในด้านการได้รับการอ้างอิงของบทความ โดยวัดจากค่า Citation ต่อบทความ
     วิธีคิดตัวชี้วัดนี้ ให้นำค่า Life-time Citation ทั้งหมดของอาจารย์ทุกท่านในสาขาวิชามารวมกัน แล้วหารด้วยจำนวน Life-time Journal Publication ของอาจารย์ทุกท่าน

     หมายเหตุ: ค่า Life-time Citation และ Life-time Journal Publication ที่นำมาใช้ ได้จากฐานข้อมูล Scopus และฐานข้อมูล Thai Citation Index (TCI) โดยนับรวมจำนวน Citation และ Journal Publication ทั้งหมดของอาจารย์ท่านนั้นๆ (ไม่รวม Self-citation) ตั้งแต่ปีที่มีการเก็บข้อมูล จนถึง ปี พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016)

การกำหนดค่าน้ำหนักการอ้างอิงผลงาน (Citation) สกว.

          เนื่องจากโครงการนี้เป็นการประเมินคุณภาพด้านการวิจัยเชิงวิชาการ จึงใช้ตัวชี้วัดจำนวนน้อย เลือกเฉพาะตัวชี้วัดที่แม่น (Accurate) และมีข้อมูลชัดเจน ดังนั้น ในการประเมินคุณภาพงานวิจัย จะวัดจากผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ สิทธิบัตร การอ้างอิงผลงานวิจัย และใบรับรองการนำผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการไปใช้ประโยชน์ โดยกำหนดค่าน้ำหนักผลงานวิจัยแต่ละประเภท ดังนี้

          1) ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ แบ่งวารสารวิชาการเป็น 5 ประเภท คือ

ระดับคุณภาพ
(Rating)
ฐานข้อมูล ค่าน้ำหนัก
ดีเยี่ยม
(Rating 5)
Scopus: Quartile 1 1.00
ดีมาก
(Rating 4)
Scopus: Quartile 2
Thai Citation Index (TCI) : Rating 4
0.75
ดี
(Rating 3)
Scopus: Quartile 3 และ Quartile 4
Thai Citation Index (TCI): Rating 3
0.50
พอใช้
(Rating 2)
Thai Citation Index (TCI): Rating 2 0.25
ควรปรับปรุง
(Rating 1)
Thai Citation Index (TCI): Rating 1 0.125

          หมายเหตุ
          - วิธีการตรวจสอบ รายชื่อวารสาร Quartile และ Citation ในตารางข้างต้น แสดงใน ภาคผนวก ข
          - บทความใดอยู่ในหลายฐานข้อมูล ให้นับในฐานข้อมูลที่ให้ค่าน้ำหนักสูงกว่า
          - บทความใดตีพิมพ์ในวารสารที่อยู่ในหลาย Category ให้นับ Quartile ที่ให้ค่าน้ำหนักสูงที่สุด

          2) สิทธิบัตร
          เป็นสิทธิบัตรที่ได้รับการอนุมัติแล้ว ทุกประเภทให้ค่าน้ำหนักเท่ากับ 1.00 (ไม่นับรวมอนุสิทธิบัตร)

          3) การอ้างอิงผลงาน (Citation) ให้ค่าน้ำหนัก ดังนี้

Citation วิศวกรรมศาสตร์
และ
เทคโนโลยี
วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีการเกษตร
และสัตวแพทยศาสตร์
แพทยศาสตร์
ทันตแพทยศาสตร์
และวิทยาศาสตร์สุขภาพ
ฐานข้อมูล Scopus 1 2 1 2
ฐานข้อมูล TCI 2 1 1 1
หนังสือรับรองการนำ
ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน
วารสารวิชาการไปใช้
ประโยชน์*
3 2 3 3

          * ต้องเป็นหนังสือรับรองที่ลงนามโดยผู้มีอำนาจขององค์กรหรือหน่วยงานราชการที่เป็นนิติบุคคล โดยกำหนดระดับของการใช้ประโยชน์ 3 ระดับ ได้แก่
          (1) การใช้ประโยชน์ระดับนโยบายหรือการพัฒนาระดับประเทศ
          (2) การใช้ประโยชน์เพื่อแก้ปัญหาหรือยกระดับคุณภาพชีวิตระดับท้องถิ่นในวงกว้าง (มีประมาณการมูลค่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการนำผลงานวิจัยไปใช้)
          (3) การใช้ประโยชน์ระดับองค์กรธุรกิจจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และอยู่ใน บัญชีรายชื่อ SET 100 Index (สามารถตรวจสอบรายชื่อองค์กรธุรกิจในบัญชีรายชื่อ SET 100 Index ได้ที่ http://www.set.or.th/th/market/constituents.html)
          * ต้องเป็นหนังสือรับรองที่ออกให้ในปี พ.ศ. 2557-2559 (ต้องระบุไว้อย่างชัดเจน)

การกำหนดสัดส่วนผลงานวิจัย สกว.

     สัดส่วนผลงานวิจัยจะคิดเฉลี่ยตามจำนวนผู้เขียนที่อยู่ในสังกัดหน่วยงานต่อจำนวนผู้เขียนทั้งหมดโดยบทความที่มีผู้เขียนหลายคนจะให้ปริมาณงานเฉลี่ยตามจำนวนผู้เขียน (ไม่นับรวมนิสิต/นักศึกษา)

ข้อมูลที่ใช้ประเมิน สกว.

     ข้อมูลที่ขอให้หน่วยงานนำส่ง มีดังต่อไปนี้

     1) เอกสารสำเนา
          1.1) ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ
          โปรดส่งสำเนาหน้าแรกของ Reprint ของบทความวิจัยที่แสดงชื่อผู้แต่ง ชื่อหน่วยงาน ชื่อวารสาร และปีที่ตีพิมพ์ โดยบทความวิจัยต้องมีคุณสมบัติดังนี้
          - เป็นบทความวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูลที่กำหนดในข้อ 5 และตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2557-2559 (1 มกราคม 2557 ถึง 31 ธันวาคม 2559) ไม่นับรวม Proceedings
          - เป็นบทความวิจัยที่ระบุชื่อของหน่วยงานของผู้แต่งที่ขอรับการประเมิน
          1.2) สิทธิบัตร
          โปรดส่งเอกสารสำเนาหน้าสิทธิบัตรที่ได้รับการอนุมัติแล้ว ที่แสดงชื่อผู้ประดิษฐ์ และวันที่ที่ได้รับการอนุมัติ โดยต้องได้รับการอนุมัติในปี พ.ศ. 2557-2559 (1 มกราคม 2557- 31 ธันวาคม 2559)
          1.3) หนังสือรับรองการนำผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการไปใช้ประโยชน์
          โปรดส่งเอกสารสำเนาหนังสือรับรองการนำผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการไปใช้ประโยชน์ ที่ลงนามโดยผู้มีอำนาจขององค์กรหรือหน่วยงานราชการที่เป็นนิติบุคคล พร้อมระบุชื่อผลงาน ชื่อเจ้าของผลงาน หน่วยงานที่สังกัดของเจ้าของผลงาน ลักษณะหรือรูปแบบการใช้ประโยชน์ (กรณีการใช้ประโยชน์ระดับท้องถิ่น ให้ระบุกลุ่มผู้รับประโยชน์และประมาณการมูลค่าประโยชน์) และวันที่ออกหนังสือรับรอง (ต้องอยู่ในช่วง 1 มกราคม 2557- 31 ธันวาคม 2559)

     โดยส่งเอกสารมายัง: ฝ่ายติดตามและประเมินผลงานวิจัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ชั้น 14 อาคาร เอส เอ็ม ทาวเวอร์ เลขที่ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560

     2) กรอกข้อมูลเพื่อสมัครเข้ารับการประเมิน
     โดยกรอกข้อมูลผลงานวิจัยที่ตรงตามเกณฑ์ที่ สกว. กำหนด จำนวนการอ้างอิงผลงาน (Citation) ของอาจารย์/นักวิจัยในสาขาวิชา สาขาวิชาที่ขอรับการประเมิน รวมทั้งรายชื่ออาจารย์/นักวิจัยในสาขาวิชา ผ่านทางเว็บไซต์ http://evaluation.trf.or.th ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม - 30 พฤศจิกายน 2560

** สกว. ขอสงวนสิทธิ์ไม่รับพิจารณาเอกสารที่ไม่ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้**

ระดับการประเมิน สกว.

     ผลการประเมินจะแยกตามตัวชี้วัด เป็นการประเมินแบบอิงกลุ่ม แต่ละสาขาวิชาจะได้ผลการประเมินแบบ Rating ซึ่งจะแบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่

ระดับ 5 = ดีเยี่ยม (Excellent)
ระดับ 4 = ดีมาก (Very Good)
ระดับ 3 = ดี (Good)
ระดับ 2 = พอใช้ (Fair)
ระดับ 1 = ควรปรับปรุง (Should be improved)

     แต่ละสาขาจะได้รับการประเมินเป็น 5 ระดับ ตามคะแนนรวมจากตัวชี้วัดทั้ง 4 ตัว โดยจะมีการถ่วงน้ำหนักเพื่อให้ได้ผลรวมเป็น 100% ซึ่งจะเรียกว่า TRF-index โดยมีน้ำหนักที่ถ่วงสำหรับตัวชี้วัดที่ 1 ถึง 3 คือ 30% 35% และ 35% ตามลำดับ

ประโยชน์ที่ได้จากโครงการฯ สกว.

     1) ได้ทราบถึงความเข้มแข็งและพัฒนาการของการวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในแต่ละสาขาวิชาของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย
     2) ได้ข้อมูลซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนสนับสนุนทุนพัฒนาศักยภาพการวิจัยเชิงสถาบัน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สกว.
     3) ได้แนวทางในการประเมินความเข้มแข็งด้านการวิจัยในสาขาวิชาอื่นต่อไป
     4) หน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำผลไปใช้ในการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการวิจัยของตน เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศในด้านที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเองต่อไป

     

แผนการดำเนินงานโครงการ สกว.

     แผนการดำเนินงานโครงการ มีดังต่อไปนี้

การดำเนินงาน ระยะเวลา
1. จดหมายแจ้งอธิการบดี/รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย/คณบดี/หัวหน้าภาควิชา
เพื่อเชิญชวนเข้าร่วมโครงการ
พฤษภาคม – มิถุนายน 2560
2. เปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการ และส่งข้อมูลเพื่อร่วมการประเมิน กรกฎาคม – พฤศจิกายน 2560
3. คณะทำงานดำเนินการตรวจสอบข้อมูล และคำนวณค่าตัวชี้วัด ธันวาคม 2560 – พฤษภาคม 2561
4. สรุปผลประเมินแต่ละสาขาวิชาเสนอกรรมการแต่ละสาขา มิถุนายน 2561
5. สรุปผลประเมินทุกสาขาวิชาเสนอต่อคณะกรรมการกำกับทิศทางฯ กรกฎาคม 2561
6. จัดการประชุมเพื่อประกาศผล และมอบเกียรติบัตร สิงหาคม 2561
7. จดหมายแจ้งผลประเมินแก่หน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการ กันยายน 2561